แฟ้มสะสมผลงาน
18/06/2561 ได้สร้างblogger
อ้างอิง
-https://sites.google.com/site/khwamruphasathai/home/10-radab-phasa
-https://www.google.co.th/search?ei=nConW7L2EIP39QP395qYAg&q=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2+%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD&oq=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2+++%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD&gs_l=psy-ab.1.0.0j0i30k1.3384.5663.0.6991.2.2.0.0.0.0.104.183.1j1.2.0....0...1c.1j2.64.psy-ab..0.2.182...0i131i67k1j0i7i30k1.0.Dxv1RTPUCa8
-https://www.google.co.th/search?ei=VSAnW72JCsq9rQGbs7LAAg&q=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2+%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD&oq=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2++&gs_l=psy-ab.1.7.0l10.3790.1693082.0.1695354.22.21.1.0.0.0.192.1962.9j10.21.0....0...1c.1j2.64.psy-ab..0.19.1883.0..0i7i30k1j0i7i10i30k1j0i13k1j0i13i5i30k1j0i8i13i30k1j0i5i30k1j0i8i30k1.132.0EF8
_UVhwnA
นำเสนอเพาเวอร์พอย 17/09/2561
เนื้อหาที่เรียน: ข้อมูลที่สำคัญของแต่ละประเทศ
กิจกรรมที่ทำ: นำเสนอข้อมูล อินโดนีเซีย
ชิ้นงานที่ได้: สรุปข้อมูลของแต่ละประเทศ
ความรู้ที่ได้รับ: เกี่ยวกับข้อมูลและรายละเอียดแต่ละประเทศ
ความหมายของภาษา
ภาษา เมื่อแปลตามรูปศัพท์หมายถึง คำพูดหรือถ้อยคำ ภาษาเป็นเครื่องมือของมนุษย์ที่ใช้ในการสื่อความหมายให้สามารถติดต่อสื่อสาร เข้าใจกันได้ โดยมีระเบียบของเสียงและเรื่องของคำเป็นเครื่องกำหนด ในพจนาณุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2525 ใหความหมายของคำว่าภาษาคือเสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้ คำพูด ถ้อยคำที่ใช้พูดจากัน
ภาษาสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วัจนภาษา และ อวัจนภาษา
1. วัจนภาษา เป็นภาษาที่พูดโดยใช้เสียงที่เป็นถ้อยคำ สร้างความเข้าใจกัน มีระเบียบในการใช้ถ้อยคำในการพูด นอกจากนั้นยังเป็นหนังสือที่ใช้แทนคำพูด คำที่ใช้เขียนจะเป็นคำที่เลือกสรรแล้ว มีระเบียบในการใช้ถ้อยคำในการเขียนและการพูดตามหลักภาษา
2. อวัจนภาษา เป็นภาษาที่ใช้สิ่งอื่นนอกเหนือจางคำพูดและตัวหนังสือในการสื่อสารเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ ภาษาที่ไม่เป็นถ้อยคำได้แก่ ท่าทางการแสดงออก การใช้มือใช้แขนประกอบการพูดหรือสัญลักษณ์ต่างๆที่ใช้ในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ เช่น สัญญานไฟจราจร สัญญานธง เป็นต้น
ภาษามีความสำคัญต่อมนุษย์มาก เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารแล้ว ยังเป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาความคิดของมนุษย์และเป็นเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรมและการประกอบอาชีพ และที่สำคัญก็คือ ภาษาช่วยสร้างเสริมความสามัคคีของคนในชาติอีกด้วย เพราะภาษาเป็นถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารสร้างความเข้าใจกันในสังคม
ความสำคัญของภาษา
วัฒนธรรมไทยมีลักษณะเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ของตน การที่วัฒนธรรมไทยจะสืบทอดลักษณะ และรายละเอียดทั้ง มวล จาก อดีต มาถึงปัจจุบันและจากปัจจุบันที่จะสืบทอดต่อไปในอนาคตได้นั้น ก็ด้วยอาศัยภาษาเป็นเครื่องมือทั้งโดยการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และการเล่าจดจำสืบกันต่อมาจึงมีคำกล่าวว่า ภาษาไทยจึงเป็นหัวใจของวัฒนธรรม ถ้าปราศจากจากหัวใจคือภาษาเสียแล้ว วัฒนธรรมก็สืบทอดไม่ได้และต้องสูญหายไปโดยเร็วขณะที่ภาษาไทยทำหน้าที่สืบทอดวัฒนธรรมไทยนั้น ภาษาไทยยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่เป็นเครื่องสื่อความหมายทางวัฒนธรรมด้วย
ความสำคัญของภาษา ภาษามีประโยชน์มากมาย ได้แก่ ภาษาช่วยธำรงสังคม ภาษาแสดงความเป็นปัจเจกบุคคล ภาษาช่วยให้มนุษย์พัฒนา ภาษาช่วยกำหนดอนาคต ภาษาช่วยจรรโลงใจ
.ภาษาช่วยธำรงสังคม
สังคมจะธำรงอยู่ได้มนุษย์ต้องมีไมตรีต่อกัน ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และระเบียบวินัยของสังคมและประพฤติตนให้เหมาะสมแก่ฐานะตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยภาษา คือ
– ภาษาใช้แสดงไมตรีจิตต่อกัน เช่น การทักทายปราศรัยกัน
– ภาษาใช้แสดงกฎเกณฑ์ของสังคมว่าคนในสังคมควรปฏิบัติตนอย่างไร เช่น ศีล ๕ เป็นแนวทางปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน
– ภาษาใช้แสดงความสัมพันธ์ของบุคคล แต่ละบุคคลมีฐานะ บทบาท และความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นต่างๆ กันไป การใช้ภาษาจึงแสดงฐานะและบทบาทในสังคมด้วย
การแสดงความเป็นปัจเจกบุคคล
ระดับของภาษา
การใช้ภาษาขึ้นอยู่กับกาลเทศะ สถานการณ์ สภาวะแวดล้อม และสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ซึ่งอาจแบ่งภาษาเป็นระดับต่างๆได้หลายลักษณะ เช่น (ภาษาระดับที่เป็นแบบแผนและไม่เป็นแบบแผน),(ภาษาระดับพิธีการ ระดับกึ่งพิธีการ ระดับไม่เป็นทางการ) ในชั้นเรียนนี้ เราจะชี้ลักษณะสำคัญของภาษาเป็น ๕ ระดับ ดังนี้
๑. ระดับพิธีการ ใช้สื่อสารกันในที่ประชุมที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ได้แก่ การประชุมรัฐสภา การกล่าวอวยพร การกล่าวต้อนรับ การกล่าวรายงานในพิธีมอบปริญญาบัตร ประกาศนียบัตร การกล่าวสดุดีหรือการกล่าวเพื่อจรรโลงใจให้ประจักษ์ในคุณความดี การกล่าวปิดพิธี เป็นต้น ผู้ส่งสารระดับนี้มักเป็นคนสำคัญสำคัญหรือมีตำแหน่งสูง ผู้รับสารมักอยู่ในวงการเดียวกันหรือเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ สัมพันธภาพระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารมีต่อกันอย่างเป็นทางการ ส่วนใหญ่ผู้ส่งสารเป็นผู้กล่าวฝ่ายเดียว ไม่มีการโต้ตอบ ผู้กล่าวมักต้องเตรียมบทหรือวาทนิพนธ์มาล่วงหน้าและมักนำเสนอด้วยการอ่านต่อหน้าที่ประชุม
๒. ภาษาระดับทางการ ใช้บรรยายหรืออภิปรายอย่างเป็นทางการในที่ประชุมหรือใช้ในการเขียนข้อความที่ปรากฏต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ หนังสือที่ใช้ติดต่อกับทางราชการหรือในวงธุรกิจ ผู้ส่งสารและผู้รับสารมักเป็นบุคคลในวงอาชีพเดียวกัน ภาษาระดับนี้เป็นการสื่อสารให้ได้ผลตามจุดประสงค์โดยยึดหลักประหยัดคำและเวลาให้มากที่สุด
๓. ภาษาระดับกึ่งทางการ คล้ายกับภาษาระดับทางการ แต่ลดความเป็นงานเป็นการลงบ้าง เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารซึ่งเป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกัน มีการโต้แย้งหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นระยะๆ มักใช้ในการประชุมกลุ่มหรือการอภิปรายกลุ่ม การบรรยายในชั้นเรียน ข่าว บทความในหนังสือพิมพ์ เนื้อหามักเป็นความรู้ทั่วไป ในการดำเนินชีวิตประจำวัน กิจธุระต่างๆ รวมถึงการปรึกษาหารือร่วมกัน
๔. ภาษาระดับไม่เป็นทางการ ภาษาระดับนี้มักใช้ในการสนทนาโต้ตอบระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลไม่เกิน ๔-๕ คนในสถานที่และกาละที่ไม่ใช่ส่วนตัว อาจจะเป็นบุคคลที่คุ้นเคยกัน การเขียนจดหมายระหว่างเพื่อน การรายงานข่าวและการเสนอบทความในหนังสือพิมพ์ โดยทั่วไปจะใช้ถ้อยคำสำนวนที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยกันมากกว่าภาษาระดับทางการหรือภาษาที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม เนื้อหาเป็นเรื่องทั่วๆไป ในการดำเนินชีวิตประจำวัน กิจธุระต่างๆรวมถึงการปรึกษาหารือหรือร่วมกัน
๕. ภาษาระดับกันเอง ภาษาระดับนี้มักใช้กันในครอบครัวหรือระหว่างเพื่อนสนิท สถานที่ใช้มักเป็นพื้นที่ส่วนตัว เนื้อหาของสารไม่มีขอบเขตจำกัด มักใช้ในการพูดจากัน ไม่นิยมบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรยกเว้นนวนิยายหรือเรื่องสั้นบางตอนที่ต้องการความเป็นจริง (การแบ่งภาษาดังที่กล่าวมาแล้วมิได้หมายความว่าแบ่งกันอย่างเด็ดขาด ภาษาระดับหนึ่งอาจเหลื่อมล้ำกับอีกระดับหนึ่งก็ได้)
-https://sites.google.com/site/khwamruphasathai/home/10-radab-phasa
-https://www.google.co.th/search?ei=nConW7L2EIP39QP395qYAg&q=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2+%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD&oq=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2+++%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD&gs_l=psy-ab.1.0.0j0i30k1.3384.5663.0.6991.2.2.0.0.0.0.104.183.1j1.2.0....0...1c.1j2.64.psy-ab..0.2.182...0i131i67k1j0i7i30k1.0.Dxv1RTPUCa8
-https://www.google.co.th/search?ei=VSAnW72JCsq9rQGbs7LAAg&q=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2+%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD&oq=%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2++&gs_l=psy-ab.1.7.0l10.3790.1693082.0.1695354.22.21.1.0.0.0.192.1962.9j10.21.0....0...1c.1j2.64.psy-ab..0.19.1883.0..0i7i30k1j0i7i10i30k1j0i13k1j0i13i5i30k1j0i8i13i30k1j0i5i30k1j0i8i30k1.132.0EF8
_UVhwnA
week2
วันที่ 25 มิ.ย. 2561


week 3
วันที่ 2 ก.ค. 2561
ระดับของภาษา
การใช้ภาษาขึ้นอยู่กับกาลเทศะ สถานการณ์ สภาวะแวดล้อม และสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ซึ่งอาจแบ่งภาษาเป็นระดับต่างๆได้หลายลักษณะ เช่น (ภาษาระดับที่เป็นแบบแผนและไม่เป็นแบบแผน),(ภาษาระดับพิธีการ ระดับกึ่งพิธีการ ระดับไม่เป็นทางการ) ในชั้นเรียนนี้ เราจะชี้ลักษณะสำคัญของภาษาเป็น ๕ ระดับ ดังนี้
๑. ระดับพิธีการ ใช้สื่อสารกันในที่ประชุมที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ได้แก่ การประชุมรัฐสภา การกล่าวอวยพร การกล่าวต้อนรับ การกล่าวรายงานในพิธีมอบปริญญาบัตร ประกาศนียบัตร การกล่าวสดุดีหรือการกล่าวเพื่อจรรโลงใจให้ประจักษ์ในคุณความดี การกล่าวปิดพิธี เป็นต้น ผู้ส่งสารระดับนี้มักเป็นคนสำคัญสำคัญหรือมีตำแหน่งสูง ผู้รับสารมักอยู่ในวงการเดียวกันหรือเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ สัมพันธภาพระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสารมีต่อกันอย่างเป็นทางการ ส่วนใหญ่ผู้ส่งสารเป็นผู้กล่าวฝ่ายเดียว ไม่มีการโต้ตอบ ผู้กล่าวมักต้องเตรียมบทหรือวาทนิพนธ์มาล่วงหน้าและมักนำเสนอด้วยการอ่านต่อหน้าที่ประชุม
๒. ภาษาระดับทางการ ใช้บรรยายหรืออภิปรายอย่างเป็นทางการในที่ประชุมหรือใช้ในการเขียนข้อความที่ปรากฏต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ หนังสือที่ใช้ติดต่อกับทางราชการหรือในวงธุรกิจ ผู้ส่งสารและผู้รับสารมักเป็นบุคคลในวงอาชีพเดียวกัน ภาษาระดับนี้เป็นการสื่อสารให้ได้ผลตามจุดประสงค์โดยยึดหลักประหยัดคำและเวลาให้มากที่สุด
๓. ภาษาระดับกึ่งทางการ คล้ายกับภาษาระดับทางการ แต่ลดความเป็นงานเป็นการลงบ้าง เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารซึ่งเป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกัน มีการโต้แย้งหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นระยะๆ มักใช้ในการประชุมกลุ่มหรือการอภิปรายกลุ่ม การบรรยายในชั้นเรียน ข่าว บทความในหนังสือพิมพ์ เนื้อหามักเป็นความรู้ทั่วไป ในการดำเนินชีวิตประจำวัน กิจธุระต่างๆ รวมถึงการปรึกษาหารือร่วมกัน
๔. ภาษาระดับไม่เป็นทางการ ภาษาระดับนี้มักใช้ในการสนทนาโต้ตอบระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลไม่เกิน ๔-๕ คนในสถานที่และกาละที่ไม่ใช่ส่วนตัว อาจจะเป็นบุคคลที่คุ้นเคยกัน การเขียนจดหมายระหว่างเพื่อน การรายงานข่าวและการเสนอบทความในหนังสือพิมพ์ โดยทั่วไปจะใช้ถ้อยคำสำนวนที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยกันมากกว่าภาษาระดับทางการหรือภาษาที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม เนื้อหาเป็นเรื่องทั่วๆไป ในการดำเนินชีวิตประจำวัน กิจธุระต่างๆรวมถึงการปรึกษาหารือหรือร่วมกัน
๕. ภาษาระดับกันเอง ภาษาระดับนี้มักใช้กันในครอบครัวหรือระหว่างเพื่อนสนิท สถานที่ใช้มักเป็นพื้นที่ส่วนตัว เนื้อหาของสารไม่มีขอบเขตจำกัด มักใช้ในการพูดจากัน ไม่นิยมบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรยกเว้นนวนิยายหรือเรื่องสั้นบางตอนที่ต้องการความเป็นจริง (การแบ่งภาษาดังที่กล่าวมาแล้วมิได้หมายความว่าแบ่งกันอย่างเด็ดขาด ภาษาระดับหนึ่งอาจเหลื่อมล้ำกับอีกระดับหนึ่งก็ได้)
ข้อควรสังเกตเกี่ยวกับความลดหลั่นตามระดับภาษา
๑. ภาษาที่ใช้ในระดับพิธีการ ระดับทางการและระดับกึ่งทางการ คำสรรพนามที่ใช้แทนตนเอง(สรรพนามบุรุษที่ ๑) มักใช้ กระผม ผม ดิฉัน ข้าพเจ้า คำสรรพนามที่ใช้แทนผู้รับสาร(สรรพนามบุรุษที่ ๒)มักจะใช้ ท่าน ท่านทั้งหลาย ส่วนภาษาระดับที่ไม่เป็นทางการและระดับกันเอง ผู้ส่งสารจะใช้สรรพนาม ผม ฉัน ดิฉัน กัน เรา หนู ฯลฯ หรืออาจใช้คำนามแทน เช่น นิด ครู หมอ แม่ พ่อ พี่ ป้า ฯลฯ
๒. คำนาม คำนามหลายคำเราใช้เฉพาะในภาษาระดับกึ่งทางการ ระดับไม่เป็นทางการและระดับกันเองเท่านั้น หากนำไปใช้เป็นภาษาระดับทางการจะต่างกันออกไป เช่น โรงจำนำ>สถานธนานุเคราะห์ โรงพัก>สถานีตำรวจ หมู>สุกร ควาย>กระบือ รถเมล์>รถประจำทาง หมา>สุนัข เป็นต้น
๓. คำกริยา คำกริยาที่แสดงระดับภาษาต่างๆอย่างเห็นได้ชัด เช่น ตาย อาจใช้ ถึงแก่กรรม เสีย ล้ม กิน อาจใช้ รับประทาน บริโภค
๔. คำวิเศษณ์ บางคำใช้คำขยายกริยา มักใช้ในระดับภาษาไม่เป็นทางการและระดับกันเองหรืออาจใช้ในภาระดับกึ่งราชการก็ได้ คำวิเศษณ์เหล่านี้มักเป็นมักเป็นคำบอกลักษณะหรือแสดงความรู้สึก เช่น เปรี้ยวจี๊ด เย็นเจี๊ยบ วิ่งเต็มเหยียด ฟาดเต็มเหนี่ยว เยอะแยะ ภาษาระดับทางการขึ้นมีใช้บ้าง เช่น เป็นอันมาก มาก
ประเทศอินโดนีเซีย
เห้ย! เพื่อนไปกินข้าวกันป่ะ
ระดับภาษากันเอง Cr.อภิชิต ทะเกิงลาภ
วันนี้เราไปรับประทานอาหารกันนะเพื่อน
ระดับภาษาทางการ Cr.เบญณทิพย์ โสภาน้อย
เพื่อนๆเราไปทานข้าวกัน
ระดับภาษากึ่งทางการ Cr.น.ส. จุฑามาศ วัฒนชัยไผ่สวัสดิ์
…………………………………………………………………………………………………………
เรียนเชิญคณะเพื่อนๆร่วมประชุมงานเพื่อคิดหัวข้อ PROJECT ณ ห้อง 3205 เวลา 12.00 น.
ระดับภาษาทางการ Cr.อภิชิต ทะเกิงลาภ
โอเค ได้ๆๆ
ระดับไม่เป็นทางการ Cr.น.ส. จุฑามาศ วัฒนชัยไผ่สวัสดิ์
เอออๆๆ ได้ๆๆ
ระดับภาษาเป็นกันเอง Cr.เบญณทิพย์ โสภาน้อย
…………………………………………………………………………………………………………...
ยินดีต้อนรับคณะนักศึกษามหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุลทุกท่าน
ระดับภาษาพิธีการ Cr.อภิชิต ทะเกิงลาภ
ยินดีต้อนรับนักศึกษามหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุลทุกคน
ระดับกึ่งทางการ Cr.น.ส. จุฑามาศ วัฒนชัยไผ่สวัสดิ์
ขอตอนรับคณะนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุลทุกท่าน
ระดับภาษาทางการ Cr.เบญณทิพย์ โสภาน้อย
…………………………………………………………………………………………………………..
week 9
6/8/2561
1.Citizenship
It is membership in a political community
(originally a city or town but now usually a country) and carries with it
rights to political participation as well as duties (responsibilities) towards
the good of the whole community.
สัญชาติ
เป็นสมาชิกในชุมชนทางการเมือง(แต่เดิมเป็นเมืองหรือเมือง
แต่ปัจจุบันเป็นประเทศ) และมีสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองรวมทั้งหน้าที่ (
ความรับผิดชอบ ) ทางการเมืองที่ดีต่อชุมชน
2.Education
The process of teaching or learning in a school or
college, or the knowledge that you get from this.
Educational system.
การศึกษา
กระบวนการสอนหรือเรียนรู้ในโรงเรียนหรือวิทยาลัยหรือความรู้ที่คุณได้รับจากสิ่งนี้
3.Culture
Culture can be defined as all the ways of life
including arts, beliefs and institutions of a population that are passed down
from generation to generation. Culture has been called "the way of life
for an entire society." As such, it includes codes of manners, dress,
language, religion, rituals, games, norms of behavior such as law and morality,
and systems of belief as well as the art.
วัฒนธรรม
วัฒนธรรมสามารถกำหนดเป็นวิถีชีวิตทั้งหมดรวมทั้งศิลปะความเชื่อและสถาบันของประชากรที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
วัฒนธรรมถูกเรียกว่า "วิถีชีวิตของทั้งสังคม"
จะรวมถึงมารยาทการแต่งกายภาษาศาสนาพิธีกรรม เกม บรรทัดฐานของพฤติกรรม เช่น
กฎหมายและศีลธรรมและระบบความเชื่อและศิลปะ
4.Society
A society is a population of humans characterized
by patterns of relationships between individuals that share a distinctive
culture and/or institutions. More broadly, a society is an economic, social and
industrial infrastructure, in which a varied multitude of people are a part of.
Members of a society may be from different ethnic groups.
สังคม
สังคมเป็นประชากรของมนุษย์ที่มีรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีวัฒนธรรม
หรือสถาบันที่โดดเด่น สังคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมและอุตสาหกรรมที่กว้างขึ้น
สมาชิกของสังคมอาจมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
5.Autocracy
This is a government by an individual with
unrestricted authority.
ระบอบเผด็จการ
คือ รัฐบาลโดยบุคคลที่มีอำนาจไม่ จำกัด
6.Ethics
A system of accepted beliefs which control
behavior, especially such a system based on morals.
จริยธรรม
ระบบความเชื่อที่ยอมรับซึ่งควบคุมพฤติกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบดังกล่าว
ขึ้นอยู่กับศีลธรรม
7.Civilization:
The social process whereby societies achieve an
advanced stage of development and organization
อารยธรรม
กระบวนการทางสังคมที่บรรลุขั้นตอนการพัฒนาและองค์กรขั้นสูง
8.Association
A voluntary association or union (also sometimes
called a voluntary organization, unincorporated association, or just an
association) is a group of individuals who voluntarily enter into an agreement
to form a body (or organization) to accomplish a purpose for the good of
society.
สมาคม
สมาคมหรือสหภาพแรงงานที่สมัครใจ
เป็นกลุ่มบุคคลที่สมัครใจเข้าทำข้อตกลง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อประโยชน์ของสังคม
9.Belief
1. The mental act, condition, or habit of placing
trust or confidence in another:
" My belief in you is as strong as ever."
2. Mental acceptance of and conviction in the
truth, actuality, or validity of something:
" His explanation of what happened defies
belief."
ความเชื่อ
1. การกระทำจิตสภาพหรือนิสัยในการวางไว้ใจหรือความเชื่อมั่นในอีกฝ่ายหนึ่ง:
"ความเชื่อของฉันในตัวคุณมีความแข็งแกร่งมากเช่นเคย"
2. การยอมรับและเชื่อมั่นในความจริงความเป็นจริงหรือความถูกต้องของบางสิ่งบางอย่าง:
"คำอธิบายของเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ท้าทายความเชื่อ"
10.Stereotype
A generalized perception of first impressions.
Stereotypes, therefore, can instigate prejudice and false assumptions about
entire groups of people, including the members of different ethnic groups,
social classes, religious orders, the opposite sex, etc. A stereotype can be a
conventional and oversimplified conception, opinion, or image, based on the
assumption that there are attributes that members of the "other
group" have in common.
มโนทัศน์
การรับรู้ทั่วไปของการแสดงผลครั้งแรก
ดังนั้นแบบแผนจึงสามารถกระตุ้นความ อยุติธรรม
และข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับกลุ่มคนทั้งกลุ่มรวมถึงสมาชิกในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆกลุ่มชนชั้นทางสังคมการสั่งซื้อทางศาสนาเพศตรงข้าม
ฯลฯ เป็นต้นแบบแผนอาจเป็นแนวคิดดั้งเดิมความคิดหรือภาพลักษณ์ที่หยาบคาย
ตามสมมติฐานว่ามีคุณลักษณะที่สมาชิกของ
"กลุ่มอื่น ๆ " มีเหมือนกัน

เนื้อหาที่เรียน: ข้อมูลที่สำคัญของแต่ละประเทศ
กิจกรรมที่ทำ: นำเสนอข้อมูล อินโดนีเซีย
ชิ้นงานที่ได้: สรุปข้อมูลของแต่ละประเทศ
ความรู้ที่ได้รับ: เกี่ยวกับข้อมูลและรายละเอียดแต่ละประเทศ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น